เติมเต็มความเท่ห์ของบิ๊กไบค์

5 วิธีง่ายๆ ช่วยประหยัดน้ำมัน

        ช่วงนี้ก็จะใกล้วันหยุดยาวเข้ามาแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนต้องอยากจะขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ไปกับคนที่รัก ไปเที่ยวที่ไหนซักแห่ง หลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานไม่น้อย และโอกสาที่จะได้ออกไปพักผ่อนแล้ว ได้ไปใช้ความเร็ว เร่งความไว แต่ถ้าขับเร็ว เรื่องของน้ำมันมันก็จะมาเป็นปัญหา เนื่องจากมันเปลืองซะเหลือเกิน วันนี้ เราจะมาแนะนำ 5 วิธีที่จะช่วยให้คุณได้ประหยัดน้ำมันได้มากยิ่งขึ้น มีอะไรบ้างไปดูกันได้เลย

มาแล้วๆ Suzuki GSX-R150 MY 2018

            เรียกได้ว่ามาตามนัดกันจริงๆ กับ Suzuki GSX-R150 MY 2018 จากที่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เพิ่งจะมีภาพหลุดจากในโรงงานไป คราวนี้ก็ส่งตัวเป็นๆ มาให้กับทางดีลเลอร์ของทางฝั่งอินโดนีเซียแล้ว มาพร้อมกับโทนสีใหม่ ขาวตัดกับน้ำเงิน ที่ดูแล้วเรียบหรูให้ฟีลลิ่งไปอีกแบบหนึ่ง โดยโทนสีนี้นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง GSX-R1000R นั่นเอง

        Suzuki GSX-R150 MY2018 นั้นจะการออกแบบให้มีความเรียบง่าย โทนสีขาวเกือบทั้งคัน ตัดสลับกับสีน้ำเงินเข้มเพียงเล็กน้อย รวมไปถึงล้อแม็กสีเดียวกัน มาพร้อมกับแชสซีที่มีขนาดกระชับและน้ำหนักเบา และแฟร์ริ่งของตัวรถที่เน้นการทำแอโร่ไดนามิกมากเป็นพิเศษ และนิสัยของ GSX-R150 คันนี้เป็นแบบฉบับของรถสปอร์ตเต็มตัว แน่นอนว่าเมื่อมากับรหัส R นั้นก็ทำให้ท่านั่งในการขับขี่และคาแรกเตอร์นั้นเหมาะกับการลงสนามได้เลย แต่ด้วยความคล่องตัวสูงนั้นก็ทำให้ใช้งานในเมืองได้ดีด้วย  ในส่วนของขุมกำลังนั้น ได้ใช้เครื่องยนต์ตัวที่มีความจุกระบอกสูบ 147cc แบบ 1 ลูกสูบ DOHC 4 วาวล์ว 4 จังหวะ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด Fuel System Fuel Injection (Fi) ปริมาตรกระบอกสูบ x ช่วงชักอยู่ที่ 62.0 x 48.8 mm ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ให้แรงม้ามาอยู่ที่ 18.6bhp และทอร์คหรือว่าแรงบิดสูงสุดนั้นอยู่ที่ 14 นิวตันเมตร

        ส่วนถังน้ำมันนั้นจุมาให้อยู่ที่ 11 ลิตร ซึ่งก็ถือว่าพอดีกับรถในคลาสนี้ ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกและด้านหลังเป็นแบบโมโน ในส่วนของขนาดยางนั้นยางหน้าจะมีขนาด 90/80-17 และยางหลังขนาด 130/70-17 ล้อแม็กนั้นมีขนาด 17 นิ้ว ในส่วนของหน้าจอแสดงผลนั้นเป็นแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ มีการบอกรายละเอียดที่ครบครันไม่ว่าจะเป็นทั้งวัดความเร็วและวัดรอบที่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ยังมีการแสดงตำแหน่งเกียร์ให้เราเห็นอีกด้วย รวมไปถึงพวกนาฬิกา วัดทริป แจ้งเตือนระยะที่ต้องเข้าต้องเช็คเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ฯลฯ ซึ่งดูแล้วทันสมัยมากๆ ทีเดียวรวมไปถึงระบบคีย์เลสสตาร์ท (กุญแจรีโมท) ที่เราไม่ต้องเสียบกุญแจเข้ากับคอเบ้าก็สามารถสตาร์ทรถได้

        และแน่นอนว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงโทนสีกันแบบนี้แล้ว ในประเทศไทยเราก็น่าจะอัพเดทตามกันไปในเร็วๆ นี้ด้วย หากว่ามีการนำมาขายตามศูนย์ในบ้านเราเมื่อไหร่ ทาง GreatBiker จะอัพเดทกันอีกครั้ง

ขอบคุณภาพจาก http://tmcblog.com  และ https://www.greatbiker.com




MV Agusta F3 จะเป็นรถ Super Sport คันแรกที่ติดตั้งแกน IMU

            ดูเหมือนว่ากลุ่มตลาดของรถมอเตอร์ไซค์ในระดับ Super Sport นั้นจะคึกคักเป็นพิเศษ หลังจากการที่ MV Agusta ค่ายรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลี่ยนเตรียมจะส่งโมเดลใหม่ของ MV Agusta F3 ที่นับว่าจะเป็นครั้งแรกของรถมอเตอร์ไซค์ในระดับนี้ที่จะติดตั้งแกน IMU บนตัวรถ

            ย้อนกลับไปในปี 2011 MV Agusta ก็เป็นค่ายแรกที่นำเอาระบบ Traction Control มาใส่ในรถมอเตอร์ไซค์ระดับ Super Sport เป็นครั้งแรกในโมเดล F3 ซึ่งแน่นอนว่าทาง MV Agusta ต้องการที่จะยกระดับการขับขี่ให้สูงขึ้นไปด้วยการติดตั้ง IMU หรือ Internal Measurement Unit ที่จะทำหน้าที่เป็นหน่วยวัดแรงเฉื่อย โดยจะทำงานสอดคล้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ของตัวรถว่าจะเป็น Traction Control, Wheelie Control, Slide Control และระบบ Cornering ABS ที่จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

            จากความสำเร็จของ Yamaha YZF-R6 โมเดลใหม่ที่เปิดตัวเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดของรถในระดับ Super Sport คึกคักมากขึ้น หลายๆ ค่ายที่หยุดการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในระดับนี้ก็หัดมาให้ความสนใจกันมากขึ้น และมีหลายๆ ค่ายเริ่มพัฒนาโมเดลใหม่ๆ และเตรียมที่จะวางตลาดในเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็น Suzuki ที่เคยเป็นเจ้าตลาดในตระกูล GSX-R600/R750, Kawasaki ZX-6R โมเดลใหม่ที่เริ่มมีข่าวลือเกี่ยวกับการเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ รวมไปถึง MV Agusta ที่นับว่าเป็นเจ้าประจำในการพัฒนาโมเดลในระดับนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011
             ยังมีอีกหลายค่ายที่ยังไม่มีรถในระดับนี้ในท้องตลาดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Honda ที่เลิกผลิตเจ้า CBR600RR หลังจากเครื่องยนต์ไม่ผ่านมาตรฐาน EURO ก็ได้เก็บโมเดลนี้เข้ากรุและใช้มันเฉพาะในสนามการแข่งขันเท่านั้น หรือค่ายจากประเทศอิตาลีอย่าง Ducati และ Aprilia เองก็ไม่มีรถสปอร์ตฟูลแฟร์ริ่งในคลาส 600 ซีซีลงสู่ตลาดมาก่อน

            ดูเหมือนว่าคู่แข่งคนสำคัญของเจ้า MV Agusta F3 นั้นจะมีเพียง Yamaha YZF-R6 เพียงคันเดียวในปัจจุบัน ซึ่งหากเรานับอายุและจำนวนของการขายแล้ว เจ้า F3 ยังคงมียอดขายที่เหนือกว่า R6 อยู่พอสมควร ซึ่งหากทาง MV Agusta จะพยายามรักษาความเป็นเจ้าตลาดไว้คงต้องรีบเข็นโมเดลใหม่ลงสู่ตลาดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.asphaltandrubber.com และ  www.greatbiker.com

Sarolea เปิดตัว MANX7 รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าระดับ Super Bike


          Sarolea แบรนด์มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าจากประเทศเบลเยี่ยม ได้ทำการเปิดตัวเจ้า MANX7 รถมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าระดับเทียบเท่ารถมอเตอร์ไซค์ Super Bike โดยสามารถใช้งานบนท้องถนนสาธารณะได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย


           ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่าน Sarolea ค่ายรถมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าได้เข้าร่วมการแข่ง Isle of Man ในรายการ TT Zero โดยเฉพาะในปี 2017 ที่ผ่านมา Saloea ได้ Dean Harrison มาลงทำการแข่งขันให้ บนเจ้า Sarolea SP7 โดยสร้างสถิติที่น่าประทับใจด้วยความเร็วสูงสุดบนสนาม 108.064 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือประมาณ 174 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเร็วมากๆในระดับรถที่ใช้งานพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน


            ล่าสุดทาง Sarolea ก็ได้ปล่อยโมเดลพิเศษเจ้า Salrolea MANX7 ที่ถอดแบบมาจากเจ้า SP7 รถที่ใช้ในการแข่งขัน TT Zsro ในปี 2017 โดยวางจำหน่ายในแบบจำกัด โดยมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ให้ได้เลือกซื้อกันถึง 3 ขนาด โดยมีขนาด 14KWh, 18KWh และ 22KWh โดยแบตเตอรี่ที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดสามารถวิ่งทำระยะได้ถึง 205 ไมล์ หรือประมาณ 340 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟเพียง 1 ครั้ง และการชาร์จตั้งแต่ 0-80 % จะใช้เวลาเพียง 25 นาทีเท่านั้น


            โดยเจ้า Sarolea MANX7 นั้นจะถูกถอดแบบมาจากเจ้า SP7 แบบเหมือนทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของตัวรถที่ออกแนวย้อนยุค Café Racer โครงสร้างและตัวถังเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง โดยมีจุเด่นที่น้ำหนักตัวรถจะเบามากๆ สวิงอาร์มหลังที่ผลิตแบบพิเศษจากคาร์บอน และมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถสร้างแรงม้าสูงสุดได้ถึง 161 แรงม้า ระบบกันสะเทือนหน้า Ohlins FGRT-200 สเปกรถแข่งในสนาม มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังยอดนิยมของรถในระดับ Super Bike อย่าง Ohlins TTX36 ระบบเบรกก็เลือกใช้งานแบรนด์ดังจากประเทศเยอรมันอย่าง Beriger ที่ใช้เหล็กกล้า  Ductile Iron มาทำจานเบรก วงล้อจากแบรนด์ OZ Racing รุ่น Gass-R ผลิตจากอลูมิเนียมขึ้นรูปแบบชิ้นเดียวมาพร้อมกับยางคุณภาพจากประเทศอังกฤษอย่าง Dunlop


            Sarolea MANX7 ถูกวางราคาแบ่งออกตามขนาดของแบตเตอรี่ โดยในรุ่นเล็ก 14KWh จะมีราคาอยู่ที่ 42,975 ยูโร หรือประมาณ 1,674,000 บาท รุ่น 18KWh ราคา 46,280 ยูโร หรือประมาณ 1,802,000 บาท และรุ่นใหญ่สุด 22KWh ราคา48,760 ยูโร หรือประมาณ 1,898,500 บาท หากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจก็สามารถเข้าไปชมและสามารถ Pre-Order ได้ที่ Sarolea ได้เลยครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก  www.asphaltandrubber.com

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.greatbiker.com




AHM เปิดตัว Honda CB150R StreetFire MY 2018 อย่างเป็นทางการแล้ว

        อีกหนึ่งโมเดลที่ทางค่าย Honda เองนั้นทำการเปิดตัวกันไปสดๆ ร้อนๆ นั่นก็คือ Honda CB150R StreetFire MY 2018 โดยครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่่น่าสนใจในหลายๆ จุดซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง Honda ญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย หลังจากที่โมเดลก่อนหน้านี้มีอายุอานามได้ประมาณ 3 ปีด้วยกัน

        โดยที่โมเดลนี้ถือว่าเป็นการออกมาแก้เกมคู่แข่งที่กำลังทำตลาดอย่าง Yamaha Vixion และ Suzuki GSX-S150 ในขณะนี้ แม้ว่า CB150R StreetFire MY 2018 จะไม่ได้เป็น full model change แบบทั้งคัน แต่การอัพเกรดครั้งนี้มันก็มากพอที่จะต้องจับตามอง ซึ่งทางเว็บไซต์ iwanbanaran.com ได้สรุปการเปลี่ยนแปลงออกมาเป็น 7 ประเด็นดังนี้

  1. มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ด้านหน้าของตัวรถใหม่ ทั้งในส่วนของครอบไฟหน้าและบริเวณเครื่องยนต์
  2. ด้านท้ายรถมีการออกแบบชิ้นงานใหม่
  3. ตัวจับคนซ้อนและพักเท้าหลังมีการออกแบบใหม่
  4. ดิสก์เบรกเปลี่ยนจากแบบจานกลมมาเป็นแบบจานคลื่น (ที่จะทำงานกับคาลิปเปอร์ได้ดีขึ้นกว่าเดิม) ขนาด 276 mm สำหรับด้านหน้า และ 220 mm สำหรับด้านหลัง
  5. สวิทช์ชุดควบคุมระบบไฟสัญญาณมีการออกแบบใหม่
  6. แฮนด์บาร์ด้านหน้านั้นออกแบบใหม่เช่นกัน โดยมีขนาดที่กว้างกว่าเดิม และสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้ท่านั่งในการขับขี่นั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
  7. ตัวครอบเครื่องและแฟร์ริ่งในบางจุดนั้นมีการออกแบบใหม่ ให้ดูกระชับมากขึ้นกว่าเดิม

        ซึ่งในด้านของสเปกเครื่องยนต์พื้นฐานนั้นยังคงเป็นตัวเดิม ที่มีขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 149.16cc ให้แรงม้าอยู่ที่ 16.8 Bhp ที่ 9000 รอบต่อนาที และทอร์คก็จัดจ้านพอตัวเลยทีเดียวที่ 13.8 Nm ที่ 7000 รอบต่อนาที ซึ่งเครื่องยนต์ของเจ้านี้จะเป็นแบบ 4 จังหะว DOHC 4 วาล์ว แบบ 1 สูบ สำหรับเรื่องระบบระบายความร้อนนั้น CB150R ใช้ระบบหม้อน้ำ และจุดระเบิดในการติดเครื่องแบบ Ignition มีกำลังอัดที่ 11.3:1 ขนาดกระบอกสูบเท่ากับ 57.3 mm และช่วงชักเท่ากับ 57.8 mm ขับเคลื่อยด้วยระบบเกียร์ 6 สปีดแบบ 1-N-2-3-4-5-6 ส่วนของคลัทช์นั้นใช้แบบเปียกนั่นเอง โครงรถนั้นใช้เฟรมแบบ Diamond Steel (Truss Frame) ระบบเบรกนั้นใช้แบบดิสก์แบบคลื่นทั้งหน้าและหลัง ดิสก์หน้ามีขนาด 276 mm แบบไฮดรอลิกดูอัลพิสตัน (2 ลูก) ส่วนเบรกหลังมีขนาด 220 mm แบบไฮดรอลิกเช่นกันแต่เป็นซิงเกิลพิสตัน (1 ลูก) และสำหรับระบบกันสะเทือนนั้นใช้โช๊คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิก และโช๊คอัพหลังเป็นแบบโปร์ลิงค์

ถือว่าเป็นการเดินแนวทางที่แตกต่างไปจากฮอนด้าบ้านเราอย่างชัดเจนสำหรับรถในคลาสนี้ เพราะบ้านเรานั้นจะเป็นแบบนีโอสปอร์ตคาเฟ่ไฟกลม ที่มีฟีเจอร์และออพชั่นต่างๆ แตกต่างกันอย่างที่เราเห็น สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังชื่นชอบรถในแนวโมเดิร์นเนกเกตอย่างนี้ ก็ต้องรอลุ้นกันในปีต่อๆ ไปว่าจะมีการอัพเดทกันในบ้านเราหรือไม่กับคลาส 150

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก iwanbanaran.com

ข้อมูลจาก : www.greatbiker.com

เปิดตัว Suzuki Gixxer SP edition 2018

    เรียกได้ว่ารถมอเตอร์ไซค์แนวสปอร์ตเนกเกตคลาส 150 กำลังมาแรงเอามากๆ ในขณะนี้ เมื่อล่าสุดทางค่าย Suzuki ทางประเทศอินเดียเองได้เปิดตัวรถ Gixxer SP edition 2018 กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมกันพอสมควรเลยทีเดียวในช่วงเวลาก่อนหน้านี้

โดยเวอร์ชั่นล่าสุดของ Gixxer คันนี้นั้นก็คือการเล่นลวดลายการออกแบบเป็นสีดำคาดด้วยเหลืองเข้ม และยังมีสติ๊กเกอร์ SP ติดอยู่ที่ด้านข้างทั้งสองด้านด้วย โดยสเปกพื้นฐานนั้นเจ้า Gixxer คันนี้ให้ความจุกระบอกสูบมาอยู่ที่ 154.9cc เรียกได้ว่ามาเกือบเต็ม 155 ตามชื่อรุ่นเลย พร้อมกับแรงม้าสูงสุดที่ 14.6 BHP ที่ 8,000 รอบ และทอร์คหรือว่าแรงบิดสูงสุดนั้นเท่ากับ 14 NM ที่ 6,000 รอบ เครื่องยนต์ทำงานแบบ 4 จังหวะ 1 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันแบบคาร์บูเรเตอร์ ขนาดกระบอกสูบเท่ากับ 56.0mm และช่วงชักเท่ากับ 62.9mm SOHC 2 วาล์ว ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้คลัทช์แบบเปียกซ้อนกันหลายแผ่น (Multi-plate)

    ต่อมาในส่วนของช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช๊คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นแบบโมโนโช๊คทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ในขณะที่ระบบเบรกนั้นด้านหน้าเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 266mm และด้านหลังก็เปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกแทนดรัมเบรกจากรุ่นเดิม อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วนั่นเอง ยางหน้ามีขนาด 100/80-17 ส่วนยางหลัง 140/60-17 เป็นแบบล้ออัลลอย ทูบเลส (ไร้ยางใน) และสำหรับมิติของตัวรถนั้นมีขนาดความยาว 2050 mm กว้าง 785 mm และสูง 1030 mm ระยะห่างระหว่งาใต้ท้องรถกับพื้นเท่ากับ 160 mm ความสูงเบาะ 780 mm และระยะฐานล้อ 1330 mm ตรงนี้ถือว่ามิติค่อยข้างกระชับ เน้นความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

    ในขณะที่แฮนด์นั้นเป็นแบบแฮนด์บาร์ตามแบบฉบับของรถในแนวเนกเกตนั่นเอง และถังน้ำมันมีความจุอยู่ 12 ลิตรด้วยกัน และสตาร์ทมือ

สำหรับจุดขายจริงๆ ของโมเดลนี้ก็อยู่ที่ราคานั่นเอง เมื่อเทียบเป็นเงินไทยก็จะขายอยู่ที่ราวๆ 42,000 บาทเท่านั้น โดยที่เบื้องต้นยังคงเน้นการทำตลาดในประเทศอินเดียเป็นหลัก เพราะว่าโกบอลโมเดลจริงๆ ของ Suzuki ในคลาสนี้ก็คือ GSX-R150 และ S150 ที่วางขายในบ้านเราด้วยนั่นเอง

ขอบคุณภาพประกอบจา julaksendiedesign.wordpress.com

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.greatbiker.com